วิโรจน์ สารรัตนะ หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน


mbuisc_06_resizephoto

แนะนำเว็บทฤษฎีการบริหารจัดการ (management theory)


ทฤษฎีการบริหารจัดการ (management theory)
http://vectorstudy.com/ ASQ,. 2012

ตารางข้างล่างนี้ หากคลิกไปในแต่ละเมนูจะพบรายละเอียดของทฤษฎีการบริหารจัดการ เป็นทฤษฎีที่เน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “วิธีการ” (HOW TO…. theory) ซึ่งนักบริหารการศึกษาก็ควรศึกษา ทำความเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาได้ว่า “ทำอย่างไร?” จึงจะทำให้การบริหารจัดการในสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุผลที่คาดหวังได้อย่างมีคุณภาพ  และหลายเรื่องหลายประเด็นก็น่าสนใจต่อการนำไปเป็นประเด็นในการศึกษาวิจัย ซึ่งทุกๆ เมนูในตารางข้างล่าง หากนำมาเขียนเป็นตำรา ก็สามารถจะเป็นตำรากว่า 100 รายการทีเดียว แต่โดยศักยภาพของอินเตอร์เน็ตก็ทำให้ย่นย่อเหลือเพียงไฟล์ 1 หน้ากระดาษเท่านั้น

Management Theory

Management Gurus

Management Topics

14 Principles of Management
3 Dim. of Strategic Change
3C’s Model of Kenichi Ohmae
7-S Framework of McKinsey
80-20 rule
Action Centred Leadership
Adam Smith Problem
ADL Matrix
Ansoff Matrix
Balanced Scorecard
BCG Matrix
Benchmarking
Benefit-Cost Analysis – BCA
Blue Ocean Strategy
Bricks and Clicks Model
Business Process Reengineering
Capability Maturity Model CMM
Clarkson Principles
Competitive Advantage
Competitive Advantage of Nations
Core Competencies
Core Group Theory
Cost-Benefit Analysis
Cultural Dimensions
Delta Model
Deming Cycle
Deming’s 14 Points
Diamond Model
DRIFT Theory
ERG Theory
Experience Curve
Extended marketing mix 7ps
Fiedler’s Contingecy Model
Fishbone Diagram
Five Forces of Competition
Force Field Analysis
Game Theory
Gantt Chart
GE Matrix of McKinsey
Greiner Growth Curve
Hawtorne Effect
Ishikawa Diagram
Lewin’s Leadership Styles
Linking Pin Model
M-Form Society
M-Shape Society
Maslow’s Hierarchy of Needs
Organizational Learning
Pareto Chart
Pareto Principle
PDCA
Porter’s Five Forces
Porter’s Competitive Strategies
POSDCORB
Product Market Grid
Quality Circles
Socratic Problem
Strategy Delta
Team Role Model
Theory U
Theory X and Y
Theory Z
Twelve Principles of Efficiency
Wealth of Nations
Weighing-Scale Approach
Abraham Maslow
Adam Smith
Adrian Furnham
Alfred Chandler
Anthony Athos
Aristotle
Armand Feigenbaum
Art Kleiner
Bruce Henderson
Charles Babbage
Chester Barnard
Chris Argyris
Christopher Bartlett
Clayton P. Alderfer
Coimbatore Krishnarao Prahalad
Dale Carnegie
David Norton
Donald Schon
Douglas McGregor
Edwards Deming
Elton Mayo
Emerson Harrington
Emile Durkheim
Frank and Lillian Gilbreth
Fred Edward Fiedler
Frederick Taylor
Gary Hamel
Geert Hofstede
Henri Fayol
Henry Gantt
Igor Ansoff
James Champy
James David Thompson
James MacGregor Burns
Jay Lorsch
Joan Woodward
Johannes M. Pennings
John Adair
Joseph Juran
Kaoru Ishikawa
Kenichi Ohmae
Kurt Lewin
Luther Gulick
Lyndall Urwick
Machiavelli
Mary Parker Follett
Max Weber
Meredith Belbin
Michael Hammer
Michael Porter
Paul Lawrence
Peter Blau
Peter Drucker
Philip Crosby
Rensis Likert
Robert K. Merton
Robert Kaplan
Robert Owen
Socrates
Sumantra Ghoshal
Sun Tzu
Tom Peters
Vilfredo Pareto
Warren Bennis
William Ouchi
Xenophon
Autocratic Leadership
Bureaucratic Leadership
Business Intelligence
Change
Competitive Intelligence
Corporate Governance

Decentralisation
Democratic Leadership
Division of Labor
Fadapa
Force Field Analysis
Knowledge Management
Laissez Faire Leadership
Organizational Development
Manufacturing
Organizational Change
Project Management
Risk Management
Sources of Power
Social Change
Sustainable Development
Strategy Typology
Theories of Leadership
Types of Leadership
Types of Power
Voluntary Unpaid Overtime
Value Based Management

 

แนะนำวิดีโอ… ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21


http://www.youtube.com/watch?v=XWGF6v9QnTQ

การบริหารจัดการเพื่อการศึกษาศตวรรษที่ 21— กรณีศึกษาของ West Virginia Department of Education


แนะนำเว็บไซด์เกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่อการศึกษาศตวรรษที่ 21 — กรณีศึกษาของ West Virginia Department of Education

ภาคีเพื่อทักษะศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อว่า P21 เป็นองค์การในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เกิดจากการรวมตัวกันของนักคิด นักการศึกษา บริษัทเอกชนชั้นนำ และหน่วยงานของรัฐ ร่วมกันพัฒนา “กรอบงานเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” (Framework for 21st Century Learning) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาสำหรับศตวรรษที่ 21 มีการนำเสนอในปี 2009 และมีรัฐต่างๆ ได้นำไปจัดทำเป็นแผนงานและโครงการเพื่อการปฏิบัติแล้ว เช่น Arizona, Alabama, Arkansas, Alaska, Hawaii, Illinois, Iowa, Kansas, Kentucky, Louisiana, Montgomery,  Nebraska, California, New Jersey, North Carolina, South Dakota, Ohio, South Dakota, Texas, West Virginia, Wisconsin และระยะปัจจุบัน องค์การนี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข่าวคราวความเคลื่อนไหวในช่วงต้นปี 2013  เช่น  “P21 Advocates for 21st Century Readiness Acts in 113th Congress”,  “P21 and Pearson Foundation Launch 21st Century Learning Exemplar Program”, “National Board for Professional Teaching Standards Joins P21”, “Dr. Steven Paine to Lead P21” เป็นต้น

ในเว็บไซด์  http://wvde.state.wv.us/teach21/pbl.html ของ West Virginia’s Department of Education, U.S.A. นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร แผนการสอน รายวิชา การพัฒนาวิชาชีพ เครื่องมือการประเมินผล ฯลฯ ที่ตอบสนองต่อการบรรลุผลตามมาตรฐานของ “21st Century Skills” ซึ่งเป็นเว็บไซด์ที่แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการเพื่อการศึกษาศตวรรษที่ 21 อย่างเป็นระบบ ที่เราเอง ควรศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงระบบการคิด ระบบการทำงาน และระบบการนำเสนอข้อมูลของเขาทางออนไลน์ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเพื่อการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ของเราได้

Search for a PBL Plan

PBL Tools

What is standards-focused Project Based Learning (PBL)? 

When engaged in standards-focused Project Based Learning (PBL), students are working in teams to experience and explore relevant, real-world problems, questions, issues and challenges; then creating presentations and products to share what they have learned. The teacher’s role is one of coach, facilitator, guide, advisor, or mentor; it is not one of directing and managing all student work. Well-designed projects that meet PBL criteria differ from activities, or even projects, that have been traditional in the classroom.

The Project-Based Learning designs on this website were created by West Virginia teachers who worked with the WVDE Office of Instruction through participation in the Teacher Leadership Institute, the Secondary PBL project, content-specific professional development in mathematics, and the Model Schools and Classrooms project. As we continue to work with teachers across the state, we will continue to post new PBL designs to this site.

School Closings Twitter Facebook Google+ YouTube RSS Feed

West Virginia Department of Education
1900 Kanawha Boulevard East, Charleston, WV 25305

(Staff Phone and Email by Name)    (School Directory)

Topics: A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

For suggestions, questions, problems contact the webmaster
Please read our disclaimers

State Board | Department | Teachers | Parents | Students | Community | Data

33 ทักษะดิจิตอลสำหรับครูศตวรรษที่ 21



Source:  http://educationtechnologysolutions.com.au/2012/07/13/cyberchat-21st-century-teachers-and-digital-parents/

เป็นผลเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี  ในปัจจุบันทำให้เกิดแนวคิดใหม่ทางการศึกษามากมายอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน นักเรียนต่างให้ความสนใจกับเทคโนโลยีดิจิตอลมากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา พวกเขาใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นมากกว่ากับผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิดเสียอีก ซึ่งต้องยอมรับกันว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีมีผลทั้งทางบวกและทางลบต่อนักเรียน ที่ให้ผลในทางลบที่พึงใส่ใจ เช่น ขาดความเอาใจใส่ ช่วงความสนใจสั้น ใจลอย หมกมุ่น ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เก็บตัว ซึมเศร้า และอื่นๆ อีกมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผลในทางบวกก็มีเช่นกัน เป็นเหรียญอีกด้านหนึ่งที่ต้องยอมรับความจริงกันว่าการสอนในโลกปัจจุบันจะต้องแตกต่างไปจากศตวรรษที่ผ่านมา ดังนั้นครูในศตวรรษที่ 21 ควรมีทักษะดิจิตอล (digital skills) ดังนี้

  1. ทักษะการใช้โปรแกรม “digital voice editor” เช่น บันทึกข้อความใน IC recorder ลงฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ หรือการบันทึกไฟล์เสียงจากคอมพิวเตอร์ลง IC recorder เล่นและตัดต่อข้อความลงคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อความที่เป็นอีเมล์เสียงโดยใช้ซอฟแวร์ MAPI อีเมล์ เป็นต้น
  2. ทักษะการจัดเก็บ URL / รายชื่อเว็บที่สนใจไว้เป็นหมวดหมู่และแลกเปลี่ยนกับผู้เรียน
  3. ทักษะการใช้ “blog” และ “wiki” เพื่อสร้างระบบออนไลน์สำหรับนักเรียน
  4. ทักษะการจับภาพจากสิ่งแวดล้อมหรือทำสำเนาภาพจากเอกสารให้อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น รูปถ่าย เอกสารที่เขียนด้วยมือ หรือเอกสารพิมพ์ เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ในห้องเรียน
  5. ทักษะการสร้างเนื้อหาวิดีโอกระตุ้นความสนใจของนักเรียน
  6. ทักษะเกี่ยวกับ “infographics” คือ การเอาข้อมูลที่เข้าใจยากหรือข้อมูลจำนวนมากมานำเสนอในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์
  7. ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการสื่อสารและพัฒนาวิชาชีพ
  8. ทักษะการสร้างรูปแบบการฝึกอบรมหรือการเรียนรู้ที่ผู้สอนและผู้เรียนไม่จำเป็นต้องพบกันตามเวลาในตารางที่กำหนดไว้ (synchronous learning) แต่สามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา โดยใช้เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหนเวลาใดก็ได้ (anywhere anytime)
  9. ทักษะในการสร้างและเผยแพร่แฟ้มสะสมงาน (portfolio) ในระบบออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต สำหรับบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการสะสมผลงาน เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับการนำเสนอ ตรวจสอบการเรียนรู้หรือการทำงานว่าประสบผลสำเร็จระดับใด
  10. มีความรู้เกี่ยวกับระบบปกป้องความปลอดภัยในระบบออนไลน์
  11. สามารถป้องกันการลอกเลียนแบบงานที่มอบหมายให้นักเรียน
  12. ทักษะในการทำวีดีโอสอนและแบบฝึกสอนต่างๆ
  13. ทักษะการเขียนและเรียบเรียงบทความสำหรับเว็บไซด์เพื่อการสอน
  14. สามารถใช้ “task management tools” เพื่อการวางแผนและการเรียนรู้
  15. สามารถใช้ “polling software” เพื่อสำรวจชั้นเรียน
  16. เข้าใจประเด็นเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และกติกาที่ใช้ในออนไลน์
  17. ใช้เกมส์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน
  18. สามารถใช้เครื่องมือการประเมินดิจิตอล
  19. สามารถใช้ “collaborative tools” เพื่อจัดทำตำราหรือการปรับแก้ไขตำรา
  20. สามารถค้นหาและประเมินเนื้อหาที่ปรากฏตามเว็บต่างๆ
  21. สามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น แท็ปเล็ต (tablet)
  22. แนะนำแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ดีให้นักเรียนค้นหา
  23. สามารถใช้เครื่องดิจิตอลเพื่อการบริหารเวลา
  24. วิธีการใช้รูปแบบต่างๆ ของ “YouTube” ในห้องเรียน
  25. ใช้ “note taking tools” เพื่อแลกเปลี่ยนเนื้อหากับนักเรียน
  26. สามารถใช้ “annotation” คือ การใส่ตัวอักษร ลูกศร หรือเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อแสดงจุดสนใจบนภาพ / PDF หรือในเนื้อหา
  27. สามารถใช้โปรแกรมจัดภาพ โปรแกรม หรือแผนภาพ และพิมพ์ออกมา
  28.  สามารถใช้ “online sticky notes” เพื่อแสดงแนวคิดที่น่าสนใจ
  29. สามารถใช้ “screen casting tools” เพื่อการเรียนการสอน
  30. สามารถใช้ “group text messaging tools” เพื่อจัดทำโครงงานร่วมมือออนไลน์
  31.  สามารถตั้งประเด็นเพื่อการสืบค้นโดยใช้เวลาน้อยเท่าที่จะทำได้
  32. สามารถทำเอกสารงานวิจัยโดยเครื่องมือดิจิตอล
  33. สามารถใช้ “file sharing tools” แลกเปลี่ยนไฟล์กับนักเรียนแบบออนไลน์

Kharbach, M. (2012).  The 33 digital skills every 21st century teacher should have.  Retreived January 18, 2013 from  http://www.educatorstechnology.com/2012/06/33-digital-skills-every-21st-century.html

การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21


การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 จะมีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ท้าทาย และซับซ้อน เป็นการศึกษาที่จะทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเต็มไปด้วยสิ่งท้าทาย และปัญหา  รวมทั้งโอกาสและสิ่งที่เป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น  โรงเรียนในศตวรรษที่ 21 จะเป็นโรงเรียนที่มีหลักสูตรแบบยึดโครงงานเป็นฐาน (project -based curriculum) เป็นหลักสูตรที่ให้นักเรียนเกี่ยวข้องกับปัญหาในโลกที่เป็นจริง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ และคำถามเกี่ยวกับอนาคตเชิงวัฒนธรรม สังคม และสากล

ภาพของโรงเรียนจะเปลี่ยนจากการเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นภาพของการเป็นศูนย์รวมประสาท (nerve centers) ที่ไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะเชื่อมโยงครู นักเรียนและชุมชน เข้าสู่ขุมคลังแห่งความรู้ทั่วโลก ครูเองจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถเปลี่ยนสารสนเทศเป็นความรู้ และนำความรู้เป็นเครื่องมือสู่การปฏิบัติและให้เป็นประโยชน์ เป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ และต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการสืบค้น (create a culture of inquiry)

ในศตวรรษที่ 21 การให้การศึกษาตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom´s Taxonomy of Learning) จะเปลี่ยนไป เน้นทักษะการเรียนรู้ขั้นที่สูงขึ้น (higher order learning skills) โดยเฉพาะทักษะการประเมินค่า (evaluating skills) จะถูกแทนที่โดยทักษะการนำเอาความรู้ใหม่ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ (ability to use new knowledge in a creative way)  ในอดีตที่ผ่านมา นักเรียนไปโรงเรียนเพื่อใช้เวลาในการเรียนรายวิชาต่างๆ เพื่อรับเกรด และเพื่อให้จบการศึกษา แต่ในปัจจุบันจะพบปรากฏการณ์ใหม่ที่แตกต่างไป เช่น การเรียนการสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้เตรียมตัวเพื่อใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริง (life in the real world) เน้นการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning) ด้วยวิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น (flexible in how we teach) มีการกระตุ้นและจูงใจให้ผู้เรียนมีความเป็นคนเจ้าความคิดเจ้าปัญญา (resourceful) ที่ยังคงแสวงหาการเรียนรู้แม้จะจบการศึกษาออกไป

ลักษณะของหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 จะเป็นหลักสูตรที่เน้นคุณลักษณะเชิงวิพากษ์ (critical attributes) เชิงสหวิทยาการ (interdisciplinary) ยึดโครงงานเป็นฐาน (project-based) และขับเคลื่อนด้วยการวิจัย (research-driven) เชื่อมโยงท้องถิ่นชุมชนเข้ากับภาค ประเทศ และโลก ในบางโอกาสนักเรียนสามารถร่วมมือ (collaboration) กับโครงงานต่าง ๆได้ทั่วโลก เป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง พหุปัญญา เทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ความรู้พื้นฐานเชิงพหุสำหรับศตวรรษที่ 21 และการประเมินผลตามสภาพจริง รวมทั้งการเรียนรู้จากการให้บริการ (service) ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

ภาพของห้องเรียน จะขยายกลายเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น (greater community) นักเรียนมีคุณลักษณะเป็นผู้ชี้นำตนเองได้  (self-directed) มีการทำงานทั้งอย่างเป็นอิสระและอย่างร่วมมือกันคนอื่น หลักสูตรและการสอนจะมีลักษณะท้าทายสำหรับนักเรียนทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หลักสูตรจะไม่เน้นการยึดตำราเป็นตัวขับเคลื่อน (textbook-driven) หรือแบบแยกส่วน (fragmented) เช่นในอดีต แต่จะเป็นหลักสูตรแบบยึดโครงงานและการบูรณาการ การสอนทักษะและเนื้อหาจะไม่เป็นจุดหมายปลายทาง (as an end) เช่นที่เคยเป็นมา แต่นักเรียนจะต้องมีการเรียนรู้ผ่านการวิจัยและการปฏิบัติในโครงงาน การเรียนรู้จากตำราจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความรู้ (knowledge) จะไม่หมายถึงการจดจำข้อเท็จจริงหรือตัวเลข แต่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและการปฏิบัติโดยเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เก่าที่มีอยู่ ทักษะและเนื้อหาที่ได้รับจะเกี่ยวข้องและมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติในโครงงาน จะไม่จบลงตรงที่การได้รับทักษะและเนื้อหาแล้วเท่านั้น การประเมินผลจะเปลี่ยนจากการประเมินความจำและความไม่เกี่ยวโยงกับความเข้าใจต่อการนำไปปฏิบัติได้จริง ไปเป็นการประเมินที่ผู้ถูกประเมินมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองด้วย (self-assessment)  ทักษะที่คาดหวังสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เรียนรู้ผ่านหลักสูตรที่เป็นสหวิทยาการ บูรณาการ ยึดโครงงานเป็นฐาน และอื่นๆ ดังกล่าวจะเน้นเรื่อง 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills)  2) ทักษะชีวิตและอาชีพ (life and career skills) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (information, media and technology skills) ที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ (collaboration) ในการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ในปัญหาที่ซับซ้อน การนำเสนอด้วยวาจาและด้วยการเขียน การใช้เทคโนโลยี ความเป็นพลเมืองดี การฝึกปฏิบัติอาชีพ การวิจัย และการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

ดังนั้น การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะ (perspectives) จากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม (tradition paradigm) ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (new paradigm) ที่ให้โลกของนักเรียนและโลกความเป็นจริงเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้  เป็นการเรียนรู้ที่ไปไกลกว่าการได้รับความรู้แบบง่ายๆ ไปสู่การเน้นพัฒนาทักษะและทัศนคติ — ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะองค์การ ทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะและค่านิยมทางเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจตนเอง และความตระหนักในสภาพแวดล้อม  และเหนืออื่นใด คือ ความสามารถใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (the ability to handle knowledge effectively in order to use it creatively) ถือเป็นทักษะที่สำคัญจำเป็นสำหรับการเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการที่จะพัฒนาเรียนเพื่ออนาคต  ให้นักเรียนมีทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล เพื่อเผชิญกับอนาคตด้วยภาพในทางบวก (optimism) ที่มีทั้งความสำเร็จและมีความสุข

St George’s College. (n.d.). Educating for the 21st century. Retrieved January 2, 2013 from  http://www.stgeorgescollege.edu.pe/pg-en/educating-for-the-21st-century.php

Source:  http://www.glenwoodacademy.com/21st-century-education/?doing_wp_cron=1362985224.3900759220123291015625

7 โมเดลพัฒนาภาวะผู้นำ


 osu center for leadership development
Source: http://oregonstate.edu/sli/center-leadership-development

  1. โมเดลยึดสติปัญญาเป็นฐาน (intellectual construct-based model)  พัฒนาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ คือ 1)  สิ่งที่ผู้นำจำเป็นต้องรู้ (ความรู้และความคิด) เช่น การคิดและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การกำหนดเป้าหมาย การวัดและการประเมินผลการปฏิบัติงาน การจัดระเบียบงาน การคิดเชิงระบบ การบริหารการเปลี่ยนแปลง ความฉลาดทางอารมณ์ 2)  ทักษะที่ผู้นำจำเป็นต้องปฏิบัติ  (พฤติกรรม) เช่น ทักษะการตัดสินใจและการแก้ปัญหา การเจรจาต่อรอง การจูงใจ เทคนิคการนำเสนองาน การบริหารเวลา  การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การประชุมที่มีประสิทธิผล  เป็นต้น และ 3) ทฤษฎีภาวะผู้นำที่มีอิทธิพลต่อความเป็นผุ้นำ เช่น ผู้บริหารกับผู้นำ ผู้นำเชิงจัดการกับผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทฤษฎีตามสถานการณ์ บุคลิกภาพทางจิตวิทยาส่วนตัว ปทัสถานองค์การ เป็นต้น  โมเดลดังกล่าว จะนำไปสู่โปรแกรมการพัฒนาภาวะผู้นำ 2 แบบ คือ 1) โปรแกรมที่เน้นองค์ความรู้/ทักษะพื้นฐานที่จำเป็น  2) โปรแกรมที่เน้นความเป็นผู้นำในอนาคต
  2. โมเดลยึดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติทดลองเป็นฐาน (learning–lab-based model) พัฒนาในสถานการณ์จำลองที่มีการควบคุม เช่น การทดลองพัฒนาพฤติกรรมใหม่ การให้เข้าอยู่ในสถานการณ์ทางอารมณ์หรือในอำนาจที่ต้องการพัฒนา การจัดโอกาสให้ตระหนักในตนเองและการสะท้อนผล การพัฒนาเป็นทีม เป็นต้น
  3. โมเดลยึดประเด็นธุรกิจหรือหน่วยงานเป็นฐาน (business issue- based model) เน้นการวิเคราะห์ประเด็นกว้างๆ ที่ผู้นำพึงมีสำหรับการบริหารธุรกิจหรือหน่วยงาน  เช่น แนวคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงองค์การ การเอาชนะงาน การกระตุ้นจูงใจบุคลากร การจัดการนวัตกรรม  การมุ่งสู่ความเป็นนานาชาติ หรือการพัฒนาความคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
  4. โมเดลยึดยุทธศาสตร์เป็นฐาน (strategic-based model) โปรแกรมพัฒนาภาวะผู้นำจะเป็นกระจกเงาสะท้อนถึงแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน เน้นการบรรลุจุดหมายที่คาดหวัง  เช่น  หากแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานมุ่งความเป็นนานาชาติ การพัฒนาภาวะผู้นำก็จะเน้นการศึกษาวัฒนธรรม มาตรฐาน และการปฏิบัติเพื่อความเป็นสากล   หากแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานมุ่งการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาภาวะผู้นำก็จะเน้นเรื่องการบริหารเพื่อการเปลี่ยนแปลง หรือหากแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานมุ่งความเป็นหุ้นส่วน การพัฒนาภาวะผู้นำก็จะเน้นการศึกษาการสร้างพันธมิตร การเป็นหุ้นส่วน การบริหารความขัดแย้ง  เป็นต้น
  5. โมเดลยึดระยะของอาชีพเป็นฐาน (career stage – based model) โดยช่วงเวลาหนึ่งจำเป็นต้องพัฒนาทักษะภาวะผู้นำอย่างหนึ่ง ในอีกระยะเวลาหนึ่งก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะภาวะผู้นำอีกอย่างหนึ่ง เช่น การพัฒนาบทบาทส่วนบุคคล อาจเริ่มจากระยะฝึกงานเน้นการเรียนรู้จากคนอื่น ระยะทำงานเน้นการพัฒนาเพื่อความเชี่ยวชาญด้วยตนเอง ระยะเป็นผู้บริหารเน้นทักษะความรับผิดชอบต่อคนอื่นและขยายการพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ระยะเป็นผู้บริหารระดับสูงเน้นทักษะการคิดเพื่อกำหนดทิศทางขององค์การหรือการเป็นผู้นำในอนาคต เป็นต้น  หรือกรณีการพัฒนาองค์การ อาจเริ่มจากการบริหารตนเองเพื่อบริหารคนอื่น การบริหารคนอื่นเพื่อบริหารผู้จัดการ การบริหารผู้จัดการเพื่อบริหารงาน การบริหารงานเพื่อบริหารธุรกิจ การบริหารธุรกิจเพื่อบริหารกลุ่มของธุรกิจ การบริหารกลุ่มธุรกิจเพื่อบริหารบริษัทใหญ่ เป็นต้น
  6. โมเดลผู้นำพัฒนาผู้นำ (leaders–developing–leaders) เป็นรูปแบบของ Michigan University โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นของ “ภาวะผู้นำ” ว่าจะต้องมีการเรียนรู้โดยภาพรวม ไม่แยกเป็นส่วนย่อย ไม่ยึดติดกับนิยามหรือการวิเคราะห์องค์ประกอบทางทฤษฎีภาวะผู้นำ  แต่จะให้ความสำคัญกับ “บางอย่าง” (something) ที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับการเป็นผู้นำในอนาคต การพัฒนาในรูปแบบนี้ อาจเป็นการเรียนรู้ด้วยการสอนงาน (coaching) การมีพี่เลี้ยง (mentorship) และการมีต้นแบบ (modeling) จากผู้นำในปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับ หรืออาจเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (the act of transmitting)  โดยอาศัย 5 ขั้นตอนดังนี้ คือ ให้มีทัศนะส่วนตัวต่อหน่วยงานที่ชัดเจน  การให้ทัศนะนั้นคงทน  ให้มีการปฏิบัติจากบทเรียนที่ได้รับและจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำในปัจจุบัน ให้การยอมรับและแพร่กระจายความสำเร็จ และสอนให้สามารถสอนคนอื่นต่อไปได้
  7. โมเดลความเป็นปูชนียบุคคลของผู้นำ  (pantheon of  leaders) มีข้อตกลงพื้นฐานว่า ธรรมชาติของภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผลแตกต่างกันสถานการณ์  การเรียนรู้จากต้นแบบเป็นการสร้างทายาท  เรื่องความผิดพลาดของผู้นำสามารถนำเอามาสอนได้เท่ากับเรื่องความสำเร็จ แนวการพัฒนาภาวะผู้นำตามรูปแบบนี้อยู่ที่การกำหนด “ปูชนียบุคล”  ที่จะใช้เป็นต้นแบบ ทั้งจากภายในหรือภายนอกหน่วยงาน แล้วให้มีการปรับภาวะผู้นำตามต้นแบบที่ยึดถือนั้นเป็นประจำ

Tomasko, R.M.  (2002). Seven models of leadership development. Retrieved October 14, 2012 from http://www.roberttomasko.com/Consult.7ModelsLead.html

ทัศนะการทำวิทยานิพนธ์ทางการบริหารการศึกษา



source: http://houseofpinheiro.blogspot.com/2012/08/the-end-its-near-dissertation.html

ดังกล่าวไว้ในบทนำว่า หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงแนวคิดของการวิจัย 8 วิธี และ 1 วิธีวิทยา  คือ การวิจัยเชิงนโยบายแบบมีส่วนร่วม การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การวิจัยและพัฒนา  การประเมินเชิงระบบ การวิจัยทฤษฎีฐานราก การพัฒนาตัวบ่งชี้ การสร้างโมเดลสมการโครงสร้าง การวิจัยอนาคต และวิธีวิทยาการวิจัยแบบผสม  โดยมีจุดมุ่งหมายหลักสองประการ คือ 1) นำเสนอทางเลือกเพื่อการวิจัยทางการบริหารการศึกษาที่หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แต่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง และ 2) นำเสนอแนวคิดใหม่เพื่อการวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาที่ได้จากศึกษาค้นคว้า ซึ่งแนวคิดใหม่ที่นำเสนอนั้นอาจเป็นการจัดระบบแนวคิดให้มีความชัดเจนขึ้น และ/หรือแทรกแนวคิดบางประการเข้าไป และ/หรือเปลี่ยนแปลงจากแนวคิดเดิมเป็นแนวคิดใหม่

ผลจากการนำเสนอทางเลือกการวิจัยทางการบริหารการศึกษาที่หลากหลาย และการนำเสนอแนวคิดใหม่เพื่อการวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาที่ได้จากศึกษาค้นคว้าดังกล่าว ผู้เขียนมีทัศนะเกี่ยวกับการกำหนดทางเลือกเพื่อการทำวิทยานิพนธ์ในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เป็นทัศนะที่จะแสดงให้เห็นว่า  จาก  “ประเด็นที่สนใจ (interested issue) ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง” สามารถจะดำเนินการวิจัยประเภทใด ๆ ได้ ขึ้นกับผลการศึกษาวิเคราะห์ความเป็นมา (background) การระบุการปัญหาวิจัย (research problem) และการกำหนดจุดมุ่งหมายการวิจัย (purpose of study) ที่จะเชื่อมโยงสัมพันธ์ไปถึงเค้าร่างของคำถามการวิจัย ตลอดถึงแนวคิดการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 และแนวคิดการออกแบบวิธีดำเนินการวิจัยในบทที่ 3

ในที่นี้ขอยกกรณีตัวอย่างประเด็นที่สนใจเป็นเรื่อง “งานวิชาการในสถานศึกษา”  เพื่อกำหนดทางเลือกทำวิทยานิพนธ์ในหลักสูตรการเรียนการสอน ดังนี้

การวิจัยเชิงนโยบายแบบมีส่วนร่วม —– “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การวิจัยเชิงนโยบายแบบมีส่วนร่วม” ได้ หากผู้วิจัยได้ศึกษาแล้วพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการขาดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวการปฏิบัติหรือเพื่อแก้ปัญหาที่ถูกทิศทาง จึงได้กำหนดจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อให้ทราบถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนางานวิชาการขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้วิจัยเกิดร่างคำถามการวิจัย 2 คำถามที่สัมพันธ์กับวิธีดำเนินการวิจัยเชิงนโยบายแบบมีส่วนร่วมที่นำเสนอไว้ 2 ขั้นตอนหลัก คือ การพัฒนาร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย และการตรวจสอบโอกาสในความเป็นไปได้ ดังนี้

  • ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการพัฒนาในขั้นตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์ของนโยบาย (policy objectives) แนวทางของนโยบาย (policy means)  และกลไกของนโยบาย (policy mechanism) อะไรบ้าง ?
  • ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้รับการตรวจสอบความเป็นไปได้ด้วยหลักการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียในขั้นตอนที่ 2 แล้ว มีวัตถุประสงค์ของนโยบาย แนวทางของนโยบาย  และกลไกของนโยบาย อะไรบ้าง ?

จากคำถามการวิจัยจะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • แนวคิดเกี่ยวกับนโยบาย และองค์ประกอบของข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะใช้ในการวิจัย
  • แนวการพัฒนางานวิชาการในสถานศึกษาจากภาคทฤษฎี นโยบาย แผน หรือแนวปฏิบัติ มีด้านใดบ้าง  ในงานวิจัยนี้จะศึกษาด้านใด ในแต่ละด้านนั้นมีสาระสำคัญว่าอย่างไร ควรใช้แหล่งอ้างอิงใหม่ๆ เพราะแนวคิดการพัฒนางานวิชาการในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา
  • สภาพปัจจุบันและปัญหาของงานวิชาการในสถานศึกษาที่ใช้ในการวิจัย
  • บทสังเคราะห์กรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย

จากคำถามการวิจัย จะเชื่อมโยงถึงการออกแบบวิธีดำเนินการวิจัยในบทที่ 3 ด้วย โดย ในขั้นตอนแรก คือ การพัฒนาร่างข้อเสนอเชิงนโยบายนั้น จะใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลมาจัดทำเป็นร่างข้อเสนอนโยบายที่ดีได้ เช่น การวิจัยเชิงสำรวจสถาบัน การวิเคราะห์เอกสาร และการศึกษารายกรณีหรือการศึกษาพหุกรณี เป็นต้น และเมื่อได้ข้อมูลจากผลการวิจัยทั้ง 3 แหล่งดังกล่าว จะใช้วิธีปฏิบัติร่วมกันอย่างไรเพื่อจัดทำเป็นร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย  เช่น อาจเป็นการจัดสัมมนาร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย เป็นต้น   ในขั้นตอนที่สอง คือ การตรวจสอบโอกาสในความเป็นไปได้ของข้อเสนอเชิงนโยบาย  จะใช้วิธีการใดบ้างในการตรวจสอบ เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่กับการอภิปรายกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย   ตามด้วยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการหรือการประชาพิจารณ์ เป็นต้น เมื่อได้แนวคิดเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมและกิจกรรมในการจัดทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบายในขั้นตอนแรก และวิธีการตรวจสอบความเป็นไปได้ของข้อเสนอเชิงนโยบายในขั้นตอนที่สองแล้ว ก็เขียนรายละเอียดวิธีดำเนินการวิจัยแต่ละวิธี

 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม —- “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม” ได้ หากผู้วิจัยศึกษาแล้วพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการ ต้องการให้บุคลากรร่วมกันแก้ปัญหานั้นอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดจุดมุ่งหมายให้เกิดการปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อการเปลี่ยนแปลง (change) จากสภาพที่เป็นปัญหาให้เป็นสภาพที่ไร้ปัญหาหรือทุเลาปัญหาลง  ขณะเดียวกันก็ต้องการทราบด้วยว่าการปฏิบัติงานร่วมกันนั้นก่อให้เกิดการเรียนรู้ (action leaning) และความรู้ใหม่ (new knowledge) ใดขึ้นบ้าง    จากจุดมุ่งหมายดังกล่าว จะนำไปสู่คำถามการวิจัยที่สัมพันธ์กับขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดังนี้

  • ผลการดำเนินงานในขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่กำหนดเป็นอย่างไร ?
  • การดำเนินงานนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ และความรู้ใหม่ อะไรบ้าง ?

จากคำถามการวิจัยจะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง  ดังนี้

  • แนวคิดเกี่ยวกับวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพราะมีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายแนวคิด เพื่อนำมาสรุปเป็นรูปแบบที่จะใช้การวิจัยของตนเอง
  • แนวการพัฒนางานวิชาการในสถานศึกษาจากทฤษฎี งานวิจัย นโยบาย แผน หรือแนวปฏิบัติ มีด้านใดบ้าง ในแต่ละด้านนั้นมีสาระสำคัญว่าอย่างไร มีแนวการพัฒนากันอย่างไร เพื่อให้ผู้วิจัยเกิดความรอบรู้และความไวเชิงทฤษฎี ที่สามารถจะนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ร่วมวิจัยในขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งควรใช้แหล่งอ้างอิงใหม่ๆ เพราะแนวคิดการพัฒนางานวิชาการในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา
  • บริบทด้านงานวิชาการของสถานศึกษาที่จะดำเนินการวิจัย
  • บทสังเคราะห์กรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย

จากคำถามการวิจัยจะนำไปสู่แนวคิดเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยด้วยว่า ยึดหลักการ จรรยาบรรณ และบทบาทของผู้วิจัยอะไร จะใช้พื้นที่ใดในการวิจัย มีใครเป็นผู้ร่วมวิจัย ทำเมื่อไหร่ มีขั้นตอนการวิจัยอะไร อย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร เป็นต้น

 การวิจัยและพัฒนา — “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การวิจัยและพัฒนา” ได้เช่นกัน หากผู้วิจัยศึกษาแล้วพบว่า  มีปัญหา (problem) หรือมีความต้องการจำเป็น (need)  เกิดขึ้นในงานวิชาการ ต้องการนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพของงาน โดยนวัตกรรมนั้นอาจมีลักษณะเป็นการรับนำมาจากที่อื่น (adopt) หรือมีการปรับมาจากที่อื่น (adapt) หรือมีการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ (creation)  ด้วยการวิจัยและพัฒนา (R&D)  ซึ่งจะเกิดคำถามการวิจัยขึ้นว่า  “นวัตกรรม (นั้น) มีองค์ประกอบเพื่อแก้ปัญหางานวิชาการอะไรบ้าง  เมื่อจัดทำคู่มือและโครงการประกอบ และนำไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริงแล้วมีประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ?”  จากคำถามการวิจัยจะนำไปสู่การกำหนดหัวข้อเพื่อการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 กำหนดกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัยว่า นวัตกรรมที่จะพัฒนาขึ้นนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และจะพัฒนากันอย่างไร ดังนี้

  • แนวคิดและขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยได้ทราบว่าแนวคิดและขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ใช้ในการวิจัยนี้เป็นอย่างไร เนื่องจากมีหลากหลายแนวคิด มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและที่ต่างกัน
  • แนวคิดการพัฒนาบุคลากรหรือการพัฒนาวิชาชีพ (personnel/professional development)  เนื่องจากการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตามทัศนะของผู้เขียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคนให้มี “ความรู้” ในนวัตกรรมนั้นก่อน แล้วจึงให้คนนำความรู้ที่ได้ไปสู่การปฏิบัติ (action)  ดังนั้น การนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในบทที่ 2 ด้วย จะทำให้ผู้วิจัยสามารถออกแบบการพัฒนากลุ่มเป้าหมายการวิจัยในช่วงการทดลองใช้นวัตกรรมในภาคสนามได้อย่างถูกหลักวิชา
  • แนวคิดการออกแบบโปรแกรมเพื่อพัฒนาบุคลากร (program development)  จากทัศนะของผู้เขียนเกี่ยวกับแนวคิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มุ่งพัฒนาคนให้เกิดความรู้ในนวัตกรรม แล้วนำความรู้นั้นสู่การกระทำหรือการปฏิบัติ (action) ในงานนั้น  ในช่วงการนำนวัตกรรมไปทดลองในภาคสนาม จะมีโครงการอย่างน้อย 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาความรู้ และโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติ (กำหนดชื่อโครงการได้ตามความเหมาะสม) ตามหลักการบริหาร ถือว่า โครงการหลายโครงการที่มุ่งบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน รวมกันเป็น “โปรแกรม” (programme) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนจะเสนอการประยุกต์ใช้ log frame เพื่อออกแบบโปรแกรม (อาจประยุกต์ใช้แนวคิดอื่นได้)
  • ความรู้ (knowledge) เกี่ยวกับ “นวัตกรรม” ที่จะพัฒนา  (ในที่นี้คืองานวิชาการ) ทั้งจากทฤษฎี จากผลงานวิจัย จากนโยบาย  จากแนวปฏิบัติ จากกรณีศึกษา หรืออื่นๆ  (เป็นหัวข้อสำคัญ เพราะเป็นสาระของนวัตกรรม ที่จะนำไปจัดทำเป็นคู่มือประกอบการพัฒนาคน เพื่อให้คนนำไปพัฒนางาน จึงควรศึกษาอย่างถูกต้อง ครอบคลุม และทันสมัย)
  • บทสังเคราะห์กรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย

จากคำถามการวิจัยจะนำไปสู่การกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D)  3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1)  การกำหนดนวัตกรรม 2) การพัฒนานวัตกรรมและนำไปทดลองในภาคสนาม โดยพัฒนาบุคลากรให้มี  “ความรู้” (knowledge) ในนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานจริง (action)  ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทั้งคนและงาน 3) การเผยแพร่นวัตกรรม หากผลการทดลองพบว่านวัตกรรมนั้นมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

 การประเมินเชิงระบบ —- “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การประเมินเชิงระบบ” ได้เช่นกัน หากผู้วิจัยศึกษาแล้วพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการ ขาดข้อมูลสารสนเทศเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจที่เพียงพอ  จึงกำหนดจุดมุ่งหมายประเมินในองค์ประกอบ 5 ด้าน คือ บริบท  ปัจจัยป้อนเข้า  กระบวนการ ผลผลิต และผลกระทบ ซึ่งจะนำไปสู่คำถามการวิจัย ดังนี้

  • สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์การในปัจจุบันเป็นเช่นไร  สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ควรปรับ ลด หรือเพิ่มจุดมุ่งหมายใดอีก  ?
  • ทรัพยากรการบริหารด้านคน ด้านเงิน ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านการจัดการ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลเกี่ยวกับความเป็นไปได้กับจุดมุ่งหมายของโครงการหรือไม่ เพียงใด ควรปรับ ลด หรือเพิ่มทรัพยากรอะไรอีก ?
  • ในปฏิบัติการใช้ทรัพยากรและดำเนินกิจกรรม เป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่  เพียงใด มีปัญหาหรือสิ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และมีข้อเสนอแนะอะไรเพื่อการแก้ไข ?
  • ผลผลผลิตที่เกิดขึ้น ทั้งตามที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวังตามจุดมุ่งหมายของโครงการมีอะไรบ้าง มากน้อยเพียงใด ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือคงหรือขยายหรือยุบหรือเลิกโครงการหรือไม่ ?
  • ผลระยะยาวจากการดำเนินงานตามโครงการทั้งที่คาดหวังและไม่คาดหวัง ทั้งทางบวกและทางลบ มีอะไรบ้าง  มากน้อยเพียงใด ?  (ข้อนี้อาจไม่ศึกษา หากโครงการยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ชัดเจน)

จากคำถามการวิจัยดังกล่าวจะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • แนวคิดเกี่ยวการประเมินเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนต่อการวิจัยของตนเอง
  • ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการในสถานศึกษา
  • ทรัพยากรที่ใช้ในการบริหารงานวิชาการตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้า
  • กระบวนการดำเนินงานในการบริหารงานวิชาการตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้า
  • วัตถุประสงค์หรือความคาดหวังในการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้า
  • ผลกระทบที่สัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้า
  • บทสังเคราะห์กรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย

จากคำถามการวิจัยจะนำไปสู่แนวคิดเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยด้วยว่า ในแต่ละองค์ประกอบของระบบนั้น (คือ บริบท ปัจจัยป้อนเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ และผลกระทบ) ควรใช้ระเบียบวิธีวิจัยอะไร อย่างไร ควรเป็นแบบเดี่ยวหรือแบบผสม หากเป็นแบบผสมจะมีอะไรบ้าง เช่น อาจประกอบด้วย การวิจัยเชิงสำรวจ การศึกษาพหุกรณี และการวิเคราะห์เอกสาร เป็นต้น

การวิจัยทฤษฎีฐานราก —- “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การวิจัยทฤษฎีฐานราก” ได้เช่นกัน หากผู้วิจัยศึกษาพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการ ต้องการองค์ความรู้ใหม่จากต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จ (best practice) มาใช้เป็นแนวทาง จึงกำหนดจุดมุ่งหมายศึกษาหาองค์ความรู้ใหม่จากปรากฏการณ์จริงในสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารงานวิชาการ ซึ่งหากผู้วิจัยเลือกใช้รูปแบบการวิจัยทฤษฎีฐานรากเชิงระบบของ Strauss and Corbin ก็จะทำให้ได้คำถามการวิจัยเชิงเหตุผลสัมพันธ์ดังนี้

  • ปรากฏการณ์หลักของงานวิชาการในสถานศึกษาที่เป็นกรณีศึกษานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไร ?
  • ปรากฏการณ์หลักนั้นมีอิทธิพลให้เกิดการใช้ยุทธศาสตร์อะไร/เกิดการกระทำอะไร/มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร  มีเงื่อนไขเชิงบริบท และเงื่อนไขสอดแทรกอะไรที่มีอิทธิพลต่อการใช้ยุทธศาสตร์/การกระทำ/ปฏิสัมพันธ์นั้น ?
  • การใช้ยุทธศาสตร์/การกระทำ/ปฏิสัมพันธ์ได้ก่อให้เกิดผลสืบเนื่องอะไรขึ้นมา ?

จากคำถามการวิจัยจะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • แนวคิดการวิจัยทฤษฎีฐานรากเพื่อความเข้าใจที่จะนำมาใช้ในการวิจัยของตนเองที่ชัดเจน
  • การบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผล ทั้งในกรณีที่เป็นปรากฏการณ์หลัก สาเหตุ อิทธิพล ยุทธศาสตร์ การกระทำ ปฏิสัมพันธ์ เงื่อนไขเชิงบริบท เงื่อนไขสอดแทรก และผลสืบเนื่องที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้วิจัยเกิดความรอบรู้และความไวเชิงทฤษฎี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิจัยประเภทนี้ เพราะผู้วิจัยจะต้องลงภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งข้อมูลที่เก็บมานั้นจะต้องเป็นข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการรู้หรือต้องการวิจัยจริงๆ  หากไม่มีความรอบรู้และมีความไวทฤษฎีแล้วก็มีโอกาสที่จะเก็บข้อมูลในลักษณะอื่นมาแทนได้ เสมือนต้องการได้ “สัมโอ” แต่กลับไปเก็บเอา “มะนาว” มาแทน เป็นต้น
  • บทสังเคราะห์กรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย

จากคำถามการวิจัยจะนำไปสู่แนวคิดเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยในประเด็นต่าง ๆ เช่นการกำหนดพื้นที่วิจัย การเตรียมตัว การลงพื้นที่ การกำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก การเก็บข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น

 การวิจัยเพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ —- “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การวิจัยเพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้” ได้เช่นกัน (กรณีที่เป็นการทดสอบโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้าง (structural relationship model) ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์) หากผู้วิจัยศึกษาแล้วพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการ    ต้องการมีขาดตัวบ่งชี้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา  ทั้งในการกำหนดนโยบาย การกำกับติดตาม การประเมินผล หรืออื่นๆ  จึงกำหนดจุดมุ่งหมายทดสอบตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นจากทฤษฎีและงานวิจัยด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์  ซึ่งจะมีคำถามการวิจัยว่า “โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างตัวบ่งชี้การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์หรือไม่ ?”

จากคำถามการวิจัยจะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาตัวบ่งชี้ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นแนวคิดที่จะใช้ในการวิจัยของตนเอง
  • องค์ประกอบหลัก องค์ประกอบย่อย นิยามเชิงปฏิบัติการ และตัวบ่งชี้การบริหารงานวิชาการ จากทฤษฎีและงานวิจัย (เป็นหัวข้อสำคัญ จะต้องมีความตรงในเชิงเนื้อหา แหล่งข้อมูลใหม่ๆ เพราะการบริหารงานวิชาการในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา หากศึกษาแหล่งข้อมูลเก่าๆ จะก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง)
  • บทสังเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเพื่อการวิจัย เป็นโมเดลสมมติฐาน

จากคำถามการวิจัยนำไปสู่แนวคิดเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัย  เช่น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิจัย เป็นต้น

การสร้างโมเดลสมการโครงสร้าง  —- “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของการวิจัย “การสร้างโมเดลสมการโครงสร้าง” ได้เช่นกัน หากผู้วิจัยศึกษาแล้วพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการ ขาดโมเดลเชิงเหตุและผลเพื่อใช้เป็นแนวการบริหารงานวิชาการได้  จึงกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบโมเดลสมการโครงสร้างการบริหารงานวิชาการที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากทฤษฎีและงานวิจัยด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์  ซึ่งจะเกิดคำถามการวิจัยว่า  “โมเดลสมการโครงสร้างการบริหารงานวิชาการที่พัฒนาขึ้นจากทฤษฎีและงานวิจัยมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์หรือไม่  ?     (หมายเหตุ — เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัยที่มากขึ้นกว่าการทดสอบโมเดล ผู้วิจัยอาจกำหนดคำถามการวิจัยอื่นด้วย เช่น  “ 1) ระดับการปฏิบัติในงานวิชาการของสถานศึกษาด้วยว่าอยู่ใน ระดับใด  2) หากเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติในงานวิชาการระหว่างสถานศึกษาที่มีขนาดแตกต่างกัน หรือที่ตั้งในภูมิภาคที่แตกต่างกัน แตกต่างกันหรือไม่ และ 3) ขนาดอิทธิพลทางตรง ทางอ้อม และโดยรวมมีมากน้อยเพียงใด” เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ทราบคำตอบที่หลากหลายแง่มุมมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอข้อมูล และการอภิปรายผลในคำถามการวิจัยที่เพิ่มขึ้นนั้นอีกด้วย)  จากคำถามการวิจัยจะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของการบริหารงานวิชาการ
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ และเส้นทางอิทธิพล
  • องค์ประกอบ นิยามเชิงปฏิบัติการ และตัวบ่งชี้ ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการแต่ละปัจจัย จากทฤษฎีและงานวิจัย (สมมุติมี 4 ปัจจัย ก็ต้องศึกษาทีละปัจจัยจนครบทุกปัจจัย)
  • บทสังเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อการวิจัย เป็นโมเดลสมมติฐาน

(หมายเหตุ ข้อ 1-3 เป็นหัวข้อสำคัญ จะต้องมีความตรงในเชิงเนื้อหา แหล่งข้อมูลใหม่ๆ เพราะการบริหารงานวิชาการในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา หากศึกษาแหล่งข้อมูลเก่าๆ จะก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง)  คำถามการวิจัยจะนำไปสู่แนวคิดเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยในประเด็นต่าง ๆ เช่นเดียวกับการวิจัยเพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ดังกล่าวข้างบน  เช่น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิจัย เป็นต้น

การวิจัยอนาคต —- “งานวิชาการในสถานศึกษา” อาจเป็นประเด็นของ “การวิจัยอนาคต” ได้เช่นกัน หากผู้วิจัยศึกษาแล้วพบว่า  สถานศึกษามีปัญหาในงานวิชาการ ขาดอนาคตภาพการพัฒนาในระยะยาว จึงกำหนดจุดมุ่งหมายพัฒนาอนาคตภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดคำถามการวิจัยว่า “อนาคตภาพการบริหารงานวิชาการในด้านต่าง ๆ ที่กำหนด ทั้งที่เป็นจุดหมายและที่เป็นแนวทางเพื่อบรรลุจุดหมาย (ends and means) ควรเป็นเช่นไร ?  จากคำถามการวิจัยนี้จะเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ว่าควรจะศึกษาในเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • แนวคิดเกี่ยวกับอนาคต ประโยชน์ ลักษณะสำคัญ และวิธีการศึกษาอนาคต
  • เทคนิคการวิจัยอนาคตที่นำมาใช้ในการวิจัย เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน
  • การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา จากทฤษฎี งานวิจัย ทัศนะของนักวิชาการ แผน นโยบาย แนวปฏิบัติ และอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ผู้เชี่ยวชาญใช้ประกอบการพิจารณาในช่วงดำเนินการวิจัย ซึ่งควรต้องเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ๆ เพราะการบริหารงานวิชาการในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา หากศึกษาแหล่งข้อมูลเก่าๆ จะก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง
  • บทสังเคราะห์กรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย

จากคำถามการวิจัยจะนำไปสู่แนวคิดเพื่อกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งขึ้นกับระเบียบวิธีวิจัยที่จะนำมาใช้ เช่น อาจเป็น Delphi Technique หรือ  Ethnographic Delphi Futures Research: EDFR เป็นต้น หากเป็น EDFR ผู้วิจัยก็จะต้องกำหนดเกณฑ์และวิธีการเลือกผู้เชี่ยวชาญ  การระบุผู้เชี่ยวชาญ การเตรียมตัวกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ การสัมภาษณ์ การเขียนแนวโน้มในแบบสอบถาม จำนวนรอบ และการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น

การศึกษาศตวรรษที่ 21 เข้าใจผู้เรียน เข้าใจครู



Source: http://allthingslearning.wordpress.com/2011/04/page/2/

Prensky (2001 ) กล่าวถึงนักเรียนในปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก ไม่เฉพาะเรื่องภาษา เสื้อผ้า สิ่งประดับตกแต่ง หรือสไตล์การแสดงออก ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกโดยสิ้นเชิง กลายเป็นลักษณะเฉพาะตัว(singularity) ไปแล้ว อันเนื่องจากการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิตอล (digital technology) ในช่วงท้ายศตวรรษที่ 20 ก็คือ นักเรียนในปัจจุบัน ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับวิทยาลัย แสดงให้เห็นถึงการเป็นคนรุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่กับสภาพแวดล้อมที่เป็นคอมพิวเตอร์ วิดีโอเกมส์ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล กล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งตุ๊กตาและอุปกรณ์ต่างๆ ในยุคดิจิตอล (digital age) นักศึกษาระดับวิทยาลัยในปัจจุบัน ใช้เวลากับการอ่านตำราต่ำกว่า 5,000 ชั่วโมง แต่ใช้เวลากว่า 10,000 ชั่วโมงกับการเล่นวิดีโอเกมส์ (ไม่รวมกับการดูโทรทัศน์ 20,000 ชั่วโมง) ดังนั้นการใช้เวลากับคอมพิวเตอร์เกมส์ อีเมล์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และการส่งข้อความ เป็นต้น จึงเป็นชีวิตส่วนใหญ่ของพวกเขาไป

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว Prensky จึงกล่าวว่า นักเรียนในปัจจุบันมีระบบคิดและกระบวนการทางสารสนเทศที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เป็นความแตกต่างที่นักการศึกษาเองส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คาดคิดหรือคาดการณ์ได้ ซึ่งแน่นอนว่า “ประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันย่อมนำไปสู่โครงสร้างทางสมองที่แตกต่างกัน” – Dr. Bruce D. Perry of Baylor College of Medicine

จากสภาพดังกล่าว บางคนเรียกขานนักเรียนเหล่านั้นว่า N-[for Net]-gen หรือบางคนเรียก D-[for digital]-gen แต่ Prensky เห็นว่าควรเรียกเป็น “ชาวพื้นเมืองดิจิตอล” (digital natives) เพราะพวกเขาเป็น “นักพูดพื้นเมือง” (native speaker) ในภาษาดิจิตอลของคอมพิวเตอร์ วิดีโอเกมส์ และอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ทำให้พวกรุ่นเราๆ ที่ไม่ได้เกิดในยุคดิจิตอล แต่ก็ต้องถูกทำให้หลงใหลและนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านั้นมาใช้ด้วย เรียกว่าเป็น “ชาวอพยพดิจิตอล” (digital immigrants) เป็นชาวอพยพที่เหมือนกับนักอพยพเรื่องอื่นๆ ที่บางคนก็เก่งกว่าบางคน แต่ก็ขัดเขินกับสภาพแวดล้อมใหม่ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ แต่ก็ยังคงลักษณะแบบเดิมให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะสำเนียงความเป็นชาวพื้นเมืองดิจิตอล (digital immigrant accent) ที่สังเกตเห็นได้จากหลายๆ กรณี เช่น ชอบใช้ตำรามากกว่าใช้ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นข้อมูล ให้เลขานุการพิมพ์อีเมล์ พิมพ์เอกสารเพื่อตรวจทานแทนที่จะตรวจทานจากจอคอมพิวเตอร์ ขอร้องให้คนอื่นช่วยสืบค้นเว็บไซด์ที่สนใจให้ หรือขอร้องให้ดูให้เมื่อมีปัญหาในการใช้ เป็นต้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าว ไม่ได้ถือเป็นเรื่องสนุก แต่เป็นเรื่องที่ต้องเอาจริง เพราะปัญหาใหญ่สุด (single biggest problem) ในปัจจุบัน คือ ครูผู้สอนที่เป็นชาวอพยพดิจิตอลยังคงใช้ภาษาที่ล้าสมัย (outdated language) เป็นภาษายุคก่อนดิจิตอล (pre-digital age) แต่มีหน้าที่ต้องใช้ความพยายามเพื่อสอนประชากรปัจจุบันชาวพื้นเมืองดิจิตอลที่พวกเขาพูดภาษาดิจิตอลกันหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีทัศนะของ Coates (2013) ได้กล่าวถึงบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มเดียวกับชาวอพยพดิจิตอล แต่เขาเรียกว่าเป็น “ชาวลี้ภัยดิจิตอล” (digital refugees) เป็นบุคคลกลุ่มที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่อีเมล์ แม้ว่าที่บ้านจะมีรถขับ มีโทรศัพท์ มีโทรทัศน์สี มีรีโมท แต่สิ่งเหล่านั้น Coates เห็นว่าไม่ใช่เทคโนโลยีอีกต่อไปแล้ว ถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน

เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ครูบ้านเราที่เป็นชาวลี้ภัยดิจิตอลเช่นนี้ มีมากน้อยเพียงใด จะบริหารจัดการหรือจะพัฒนาวิชาชีพกันอย่างไร ? รวมทั้งเด็กในวัยเรียนที่อยู่ตามชายขอบของเมืองหรือของประเทศที่ห่างไกล หรือที่อยู่ในเขตเมืองแต่สภาพครอบครับไม่เอื้ออำนวย แม้จะเกิดในยุคดิจิตอล ถือเป็นชาวพื้นเมืองดิจิตอล แต่โอกาสในการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมีน้อย หรือไม่มีเลย จะทำอย่างไร ?

Coates, S (2013). Digital natives – teaching styles.  Retrieved February 25, 2013 from http://www.scaleblitzer.com/digital-natives-teaching-styles/.

Prensky, M. (2001). Digital natives, digital immigrants. in the horizon (MCB University Press, Vol. 9 No. 5, October 2001). Retrieved February 18, 2013 from  http://thesocialmediatrainee.wordpress.com/2010/05/09/digitalnatives-vs-digital-immigrants/

21 สัญญาณการเป็นครูศตวรรษที่ 21


  1. ท่านต้องการให้นักเรียนใช้ข้อมูลจากหลากหลายแหล่งในโครงการวิจัยของพวกเขา .. มีการอ้างอิง blogs, podcasts และบทสัมภาษณ์ที่ได้จากการ skype
  2. นักเรียนของท่านทำโครงงานแบบร่วมมือ (collaborative projects) …. กับนักเรียนในออสเตรเลีย
  3. ท่านมีการปรับข้อมูลล่าสุดเพื่อสะท้อนผลการประเมินนักเรียนถึงผู้ปกครองเป็นรายสัปดาห์… โดย blog ของท่าน
  4. นักเรียนของท่านมีส่วนร่วมในชั้นเรียน …….. โดย tweeting คำถามและมีข้อเสนอแนะ
  5. ท่านขอให้นักเรียนทำการศึกษาและทำรายงานที่สร้างสรรค์ในหัวข้อที่เป็นประเด็นโต้แย้ง (controversial topic)… และท่านให้เกรดจากการส่งงานเป็นวิดีโอ
  6. ท่านได้ตระเตรียมงานการสอนด้วยวิธีแปลกใหม่ ….. เช่นด้วย podcasts (podcast เป็นรูปแบบของกระบวนการที่เราสามารถบันทึกเสียง หรือการทำรายการวิทยุของตัวเอง หรือการนำไฟล์เสียงต่างๆ ขึ้นไปเก็บไว้บนเว็บ)
  7. ท่านขอให้นักเรียนแสดงประวัติหรือบุคลิกลักษณะของบุคคล …. แล้วนักเรียนได้ทำแฟ้มข้อมูลบนสื่อออนไลน์ล้อเลียนบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้น
  8. นักเรียนของท่านสร้างสรรค์แนวการเรียน ….โดยทำงานร่วมกันกับคนอื่นใน group wiki (wiki เป็นลักษณะของการสร้างเว็บไซต์แบบมีส่วนร่วม เป็นคำในภาษาฮาวายที่แปลว่า “เร็ว”)
  9. ท่านแลกเปลี่ยนแผนการสอนกับเพื่อนครู … ทุกมุมโลก
  10. ท่านมีงบประมาณสำหรับห้องเรียนจำกัด … แต่ท่านถือเป็นเรื่องไม่สำคัญ เพราะสามารถมีแหล่งข้อมูลฟรีอีกมากมายทางเว็บไซด์
  11. ท่านตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพ … และท่านได้อ่าน blog, join online communities, tweet เพื่อพัฒนาตนเอง
  12. ท่านนำนักเรียนของท่านเที่ยวชมกำแพงเมืองจีน …. และท่านไม่เคยทอดทิ้งห้องเรียน
  13. นักเรียนของท่านแลกเปลี่ยนประสบการณ์ช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อน …. โดยนำภาพถ่ายลงในฐานข้อมูลออนไลน์ (repositoryหมายถึง การจัดเก็บข้อมูลเป็นไฟล์ การจัดเก็บลงฐานข้อมูล)
  14. ท่านเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์กับนักเรียน… และไม่จ่ายค่าเล็กน้อย
  15. ท่านสอนนักเรียนไม่ให้เป็นอันธพาล …. และไม่เป็นอันธพาลในโลกไซเบอร์ (cyberbullies)
  16. ท่านให้นักเรียนนำเอาโทรศัพท์มือถือเข้าห้องเรียนด้วย… เพราะท่านวางแผนที่จะให้มีการใช้งานในห้องเรียน
  17. ท่านต้องการให้นักเรียนสรุปบทเรียน …. และส่งถึงท่านโดย text message”
  18. ท่านแสดงงานริเริ่มของนักเรียน ….. สู่โลก
  19. ท่านดื่มกาแฟในตอนเช้า … พร้อมกับการตรวจสอบ RSS feed ของท่าน
  20. ท่านกำลังอ่านสิ่งนั้นอยู่
  21. ท่าน tweet และเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนั้น กดชอบ (like) หรืออีเมล์ถึงคนอื่น

Lisa (2010). 21 Signs you’re a 21st century teacher. Retrieved February 28, 2013 from http://blog.simplek12.com/education/21-signs-youre-a-21st-century-teacher/ and in Kuhn, C.D.  (2011). 21 signs you’re a 21st century teacher. Retrieved February 28, 2013 from http://www.technologybitsbytesnibbles.info/archives/4595

Image source: http://www.abpc21.org/21stcenturyteachers.html